ปัญหาโลกร้อนเริ่มส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติอย่างชัดเจนมากขึ้น ขณะที่ทั่วโลกต่างพยายามหาหนทางแก้ไข โดยสภาพอากาศที่ร้อนจัดของประเทศไทยในช่วงเวลานี้คือผลกระทบที่คนไทยสามารถรับรู้และสัมผัสได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2443-2543) อุณหภูมิของโลกได้เพิ่มขึ้น 1 องศาและคาดว่าในช่วง 100 ปีข้างหน้าความร้อนบนผิวโลกจะเพิ่มขึ้นอีก 3.0-4.0 องศา ขณะที่ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (START) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า อุณหภูมิของประเทศไทยช่วงเดือนเมษายน 2550 มีอุณหภูมิสูงถึง 42 องศาเซลเซียสจากเดิม 38-39 องศาเซลเซียส และคาดว่าในปี 2551 จะเพิ่มเป็น 43 องศาเซลเซียส
ภาวะโลกร้อน (global warmimg) คือผลพวงของการพัฒนาอุตสาหกรรม พลังงาน คมนาคม เกษตรกรรม รวมถึงเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและป่าไม้ เมื่อมีการผลิตก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้นอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกจึงสูงขึ้นเนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เคยสะท้อนกลับถูกกักเก็บไว้มากขึ้น ทำให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก (GHG effects) มีผลทำให้ภูมิอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเคยให้สัตยาบันกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยไทยจัดอยู่ในกลุ่ม 148 ประเทศกำลังพัฒนา (non-annex I) ที่ไม่บังคับให้ลดก๊าซเรือนกระจกเหมือนกับอีก 41 ประเทศพัฒนาและหลายประเทศในยุโรปกลาง
ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแต่ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจเนื่องจากอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมด้วยความรุนแรงที่พอๆกับความถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงตอนต้นศตวรรษที่ 20 อาจทำให้โลกต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อลดปัญหาและเตรียมการป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น
รายงานผลการศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์พบว่าเมื่อโลกร้อนขึ้น 2-3 องศาจะสร้างความสูญเสียต่อผลผลิตโลก 3% รวมถึงทำให้เกิดต้นทุนทางการเงินที่เกิดจากปัญหาสุขภาพของมนุษย์และต่อสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ยังจะทำให้เกิดภาระที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจนโดยประเทศยากจนต้องแบกรับภาระมากกว่าเพราะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่า
ขณะที่ผลกระทบซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจโดยตรงของไทยคือปัญหาที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดภาวะแห้งแล้งฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลโดยหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าน้ำในแม่น้ำสายต่างๆจะมีปริมาณลดลง 25% สภาพการณ์ดังกล่าวจะสร้างปัญหาต่อเกษตรกรและชาวประมงของไทย
ปัจจัยการผลิตและความอุดมสมบูรณ์ในธรรมชาติจึงมีทิศทางที่ลดลง โดยความเสื่อมโทรมของสภาวะแวดล้อมจะเป็นตัวเร่งทำลายความสมบูรณ์ของอาหารในธรรมชาติและความสมบูรณ์ของปัจจัยในการผลิตอาหาร ในที่สุดธรรมชาติจะไม่สามารถผลิตอาหารได้อย่างเพียงพอซึ่งจะสร้างความยากลำบากให้กับประชากรโลกและคนไทยในภายหลัง
ผมจึงเห็นว่าประเทศไทยควรสร้างหลักประกันและเตรียมแผนงานรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากสาเหตุปัญหาภาวะโลกร้อนทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม โดยไม่เป็นฝ่ายตั้งรับปัญหาแต่ควรมีมาตรการป้องกัน บรรเทา และ แก้ไขปัญหาในเชิงรุกที่สอดคล้องกับพลวัตรความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้การแก้ไขปัญหาทันสถานการณ์และเกิดความเหมาะสม
อาทิ พัฒนาการปฎิบัติหน้าที่ผู้มีอำนาจตามพิธีสารเกียวโต (DNA : designated national authority) โดยเร่งรัดการจัดตั้งองค์กรกลางในลักษณะองค์การมหาชนอย่างเป็นทางการ เพิ่มการวิจัยและพัฒนา รวมถึงร่วมมือกับนานาชาติในการจัดการความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพิ่มการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับเอกชนป้องกันการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ทุกฝ่ายควรร่วมกันเร่งรัดและฟื้นฟูความสูญเสียของทรัพยากรธรรมชาติ แก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมถึงอาจใช้มาตรการทางภาษีกับภาคธุรกิจที่ทำลายสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมสร้างธุรกิจพลังงานสะอาด และ กำหนดกฎระเบียบที่เข้มงวด สร้างมาตรฐานการประกอบธุรกิจการผลิตโดยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจควรมองภาพรวมในระดับชาติและให้ความสำคัญกับการมองแนวโน้มที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของสังคมโลกในอนาคต รวมถึงควรทำให้ประเทศไทยสามารถพึ่งตนเองในปัจจัยอยู่รอดได้ตลอดเวลา เพื่อเป็นหลักประกันที่มั่นใจได้ว่าประชาชนในประเทศจะไม่ต้องพบกับความยากลำบากอย่างมากในภาวะที่มีวิกฤตการณ์ขั้นรุนแรงเกิดขึ้น
ปัญหาภาวะโลกร้อนจึงมีความสำคัญ หากผู้นำประเทศไร้วิสัยทัศน์ในการแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น จะทำให้ประชาชนต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบาก นอกจากเป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจแล้ว ยังทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดต่อมนุษยชาตินั่นคือความอยู่รอดของโลกที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน
อ้างอิง http://www.greentheearth.info/
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น