อ้างอิง http://www.greentheearth.info/
ภาวะโลกร้อน
วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558
เกริ่นนนนนำ ภาวะโลกร้อน
เราคงทราบแล้วว่าสภาวะโลกร้อนเกิดจากการที่มีแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศมากเกินไป แก๊สเรือนกระจกตัวหนึ่งที่สำคัญ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อใช้งาน มนุษย์เองเป็นผู้ปล่อยแก๊สนี้ออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อนำพลังงานมาใช้ ยิ่งเราใช้พลังงานมากเท่าใด ก็ยิ่งได้แก๊สเรือนกระจกออกมามากขึ้นเป็นเงาตามตัว หากเราพิจารณาอัตราการใช้พลังงานในช่วงครึ่งศรวรรษที่ผ่านมา จะพบว่า สอดคล้องกับการเพิ่มปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศเป็นอย่างดี และไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงในระยะเวลาอันใกล้นี้ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันนี้ ที่จริงแล้วเป็นกระบวนการรักษาตัวเองของโลก หากเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โลกจะกลับมาสู่สภาวะสมดุลได้ในเวลาไม่นานนัก แต่เนื่องจากมนุษย์เราเร่งผลิตแก๊สเรือนกระจกออกมามากเกินขีดความสามารถ ของโลกที่จะเยียวยาตนเองได้ทัน การเกิดสภาวะโลกร้อนอย่างรวดเร็วและรุนแรงจึงเกิดขึ้น กล่าวโดยสรุปก็คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนในครั้งนี้ ก็คือ มนุษย์
ภาวะโลกร้อนคืออะไร
ภาวะโลกร้อน หมายถึง การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น เราจึงเรียกว่า ภาวะโลกร้อน (Global Warming) กิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน คือ กิจกรรมที่ทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยตรง เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิง และ การเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยทางอ้อม คือ การตัดไม้ทำลายป่า
ปรากฏการณ์เรือนกระจก หมายถึง การที่ชั้นบรรยากาศของโลกกระทำตัวเสมือนกระจกที่ยอมให้รังสีคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์ผ่านทะลุลงมายังผิวพื้นโลกได้ แต่จะดูดกลืนรังสีคลื่นยาวที่โลกคายออกไปไม่ให้หลุดออกนอกบรรยากาศ ทำให้โลกไม่เย็นจัดในเวลากลางคืน บรรยากาศเปรียบเสมือนผ้าห่มผืนใหญ่ที่คลุมโลกไว้ ก๊าซที่ยอมให้รังสีคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์ผ่านทะลุลงมาได้แต่ไม่ยอมให้รังสีคลื่นยาวที่โลกคายออกไปหลุดออกนอกบรรยากาศ เรียกว่า ก๊าซเรือนกระจก
อ้างอิง http://www.greentheearth.info/
ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญๆ มีอะไรบ้าง แต่ละชนิดมีที่มาอย่างไร
ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทนและก๊าซไนตรัสออกไซด์
1. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดจาก การเผาไหม้เชื้อเพลิง โรงงานอุตสาหกรรม และการตัดไม้ทำลายป่า
2. ก๊าซมีเทน เกิดจาก การย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ที่มีน้ำขัง เช่น นาข้าว
3. ก๊าซไนตรัสออกไซด์ เกิดจาก อุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในกระบวนการผลิต และการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในการเกษตรกรรม
1. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดจาก การเผาไหม้เชื้อเพลิง โรงงานอุตสาหกรรม และการตัดไม้ทำลายป่า
2. ก๊าซมีเทน เกิดจาก การย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ที่มีน้ำขัง เช่น นาข้าว
3. ก๊าซไนตรัสออกไซด์ เกิดจาก อุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในกระบวนการผลิต และการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในการเกษตรกรรม
อ้างอิง http://www.greentheearth.info/
ลักษณของภาวะโลกร้อน
ในอากาศจะมีแก๊สต่างๆ มากมาย ประกอบด้วยแก๊สไนโตรเจน แก๊สออกซิเจน แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ไอน้ำ ฝุ่นละออง และแก๊สอื่นๆ เช่น แก๊สมีเทน ไนตรัสออกไซด์ คลอโรฟลูโอโรคาร์บอน คาร์บอนเตตระคลอไรด์คาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นต้น แก๊สเหล่านี้จะอยู่ในบริเวณจำกัดหรืออยู่ในตำแหน่งหนึ่งตำแหน่งใดบนพื้นผิวโลก ส่วนที่อยู่เหนือขึ้นไปเราเรียกว่าบรรยากาศ (atomosphere) จะเป็นมวลของอากาศที่ห่อหุ้มโลก ซึ่งในชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก ที่เรียกว่าชั้นสตราโตสเฟียร์ ที่ความสูง 20-25 กิโลเมตร ประกอบด้วยแก๊สต่างๆ หลายชนิด โดยเฉพาะแก๊สโอโซน (O3) ที่มีความหนาแน่นมากที่สุด และเมื่อใดที่โอโซนในชั้นบรรยากาศลดลง จะทำให้เกิดผลเสียหายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก เพราะโอโซนจะทำหน้าที่ดูดซึมแสงหรือรังสีอุลตราไวโอเลต (ที่มาจากดวงอาทิตย์)ชนิดที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตไว้ให้เบาบางลง และยังทำให้เกิดการถ่ายเท ควบคุม ความร้อนให้อยู่ในสภาวะสมดุลและเหมาะสมกับสิ่งมีชีวิตบนโลกด้วย
แก๊สต่างๆ ที่อยู่ในอากาศเมื่อมีการรวมตัวกัน จะทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังพื้นผิวโลกให้มีอุณหภูมิที่พอเหมาะและมีความอบอุ่นในการดำรงชีพของมนุษย์ได้ ซึ่งเราเรียกว่า กรีนเฮาส์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effects) หรือ "เรือนกระจก" เพราะทำหน้าที่คล้ายกระจกในเรือนกระจกนั่นเอง แต่ปัจจุบันแก๊สที่เป็นเกราะกำบังนี้มีมากขึ้นกว่าระดับ มาตรฐาน ทั้งยังมีความหนาแน่นมากขึ้น และขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อลอยไปยังชั้นบรรยากาศของโลก จะไปทำลายชั้นบรรยากาศของโลกจนโหว่เป็นช่องใหญ่ ที่เรียกว่า รูโหว่ของโอโซน ผลที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศของโลก (climatic change) มีผลทำให้โลกร้อนขึ้น(global warming) ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น(sea level rising) และปริมาณโอโซนลดลง(ozone depletion) แก๊สเรือนกระจกที่สำคัญ 6 ชนิด ได้แก่ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แก๊สมีเทน (CH4)แก๊สไนตรัสออกไซด์ (N2O) แก๊สไฮโดรฟลูโอโรคาร์บอน (HFCS) แก๊สคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน (CFCS)และแก๊สซัลเฟอร์เฮกซ่าฟลูโอโรด์ (SF6)
ทั้งนี้แก๊สที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โลกร้อนขึ้นมาจากปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศโลกมากที่สุด และนับวันจะมีปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาและวิจัยในเรื่องบรรยากาศในปัจจุบัน พบว่าการสะสมตัวของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ใน 60 ปีข้างหน้าจะทำให้อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นระหว่าง 1.5-4.5 องศาเซลเซียสซึ่งมีมากที่สุด และมีการประมาณการกันว่าในแต่ละช่วง ทศวรรษ โลกจะร้อนขึ้นประมาณ 0.2-0.5 องศาเซลเซียส
อ้างอิง http://www.greentheearth.info/
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
ภาวะโลกร้อนส่งผลให้โรคร้ายเพิ่มขึ้น
รายงานของธนาคารโลก เรื่อง ShockWaves : Managing the Impacts of Climate Change on Poverty หรือ "คลื่นกระแทก : การบริหารจัดการผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่มีต่อปัญหาความยากจน" เพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้เห็นถึงความจำเป็นในการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการประชุมรัฐภา คีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 21 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หรือที่เรียกว่า Paris 2015/COP21 รายงานของธนาคารโลกระบุว่า ปัญหาโลกร้อนเป็นอุปสรรคของความพยายามที่จะแก้ไขความยากจน ประชาชนที่ยากจนที่สุด คือผู้ได้รับผลกระทบมากกว่าคนอื่นๆ เช่น โรคร้ายเพิ่มขึ้นพืชผลเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งจากฝนตกลงมาน้อยและสภาพอากาศแปรปรวน อันเนื่องจากโลกร้อน ซึ่งหากยังไม่ดำเนินการแก้ไขอย่างรวดเร็วครอบคลุม และพัฒนาการด้านอากาศอย่างแยบยลรวมถึงความพยายามที่จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อปกป้องผู้ยากไร้แล้วเราอาจจะมีคนยากจนเพิ่มขึ้นอีกกว่า 100 ล้านคนภายในปี 2573
อ้างอิง http://www.greentheearth.info/
ภาวะโลกร้อน ….. ปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
ปัญหาโลกร้อนเริ่มส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติอย่างชัดเจนมากขึ้น ขณะที่ทั่วโลกต่างพยายามหาหนทางแก้ไข โดยสภาพอากาศที่ร้อนจัดของประเทศไทยในช่วงเวลานี้คือผลกระทบที่คนไทยสามารถรับรู้และสัมผัสได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2443-2543) อุณหภูมิของโลกได้เพิ่มขึ้น 1 องศาและคาดว่าในช่วง 100 ปีข้างหน้าความร้อนบนผิวโลกจะเพิ่มขึ้นอีก 3.0-4.0 องศา ขณะที่ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (START) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า อุณหภูมิของประเทศไทยช่วงเดือนเมษายน 2550 มีอุณหภูมิสูงถึง 42 องศาเซลเซียสจากเดิม 38-39 องศาเซลเซียส และคาดว่าในปี 2551 จะเพิ่มเป็น 43 องศาเซลเซียส
ภาวะโลกร้อน (global warmimg) คือผลพวงของการพัฒนาอุตสาหกรรม พลังงาน คมนาคม เกษตรกรรม รวมถึงเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและป่าไม้ เมื่อมีการผลิตก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้นอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกจึงสูงขึ้นเนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เคยสะท้อนกลับถูกกักเก็บไว้มากขึ้น ทำให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก (GHG effects) มีผลทำให้ภูมิอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเคยให้สัตยาบันกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยไทยจัดอยู่ในกลุ่ม 148 ประเทศกำลังพัฒนา (non-annex I) ที่ไม่บังคับให้ลดก๊าซเรือนกระจกเหมือนกับอีก 41 ประเทศพัฒนาและหลายประเทศในยุโรปกลาง
ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแต่ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจเนื่องจากอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมด้วยความรุนแรงที่พอๆกับความถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงตอนต้นศตวรรษที่ 20 อาจทำให้โลกต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อลดปัญหาและเตรียมการป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น
รายงานผลการศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์พบว่าเมื่อโลกร้อนขึ้น 2-3 องศาจะสร้างความสูญเสียต่อผลผลิตโลก 3% รวมถึงทำให้เกิดต้นทุนทางการเงินที่เกิดจากปัญหาสุขภาพของมนุษย์และต่อสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ยังจะทำให้เกิดภาระที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจนโดยประเทศยากจนต้องแบกรับภาระมากกว่าเพราะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่า
ขณะที่ผลกระทบซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจโดยตรงของไทยคือปัญหาที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดภาวะแห้งแล้งฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลโดยหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าน้ำในแม่น้ำสายต่างๆจะมีปริมาณลดลง 25% สภาพการณ์ดังกล่าวจะสร้างปัญหาต่อเกษตรกรและชาวประมงของไทย
ปัจจัยการผลิตและความอุดมสมบูรณ์ในธรรมชาติจึงมีทิศทางที่ลดลง โดยความเสื่อมโทรมของสภาวะแวดล้อมจะเป็นตัวเร่งทำลายความสมบูรณ์ของอาหารในธรรมชาติและความสมบูรณ์ของปัจจัยในการผลิตอาหาร ในที่สุดธรรมชาติจะไม่สามารถผลิตอาหารได้อย่างเพียงพอซึ่งจะสร้างความยากลำบากให้กับประชากรโลกและคนไทยในภายหลัง
ผมจึงเห็นว่าประเทศไทยควรสร้างหลักประกันและเตรียมแผนงานรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากสาเหตุปัญหาภาวะโลกร้อนทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม โดยไม่เป็นฝ่ายตั้งรับปัญหาแต่ควรมีมาตรการป้องกัน บรรเทา และ แก้ไขปัญหาในเชิงรุกที่สอดคล้องกับพลวัตรความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้การแก้ไขปัญหาทันสถานการณ์และเกิดความเหมาะสม
อาทิ พัฒนาการปฎิบัติหน้าที่ผู้มีอำนาจตามพิธีสารเกียวโต (DNA : designated national authority) โดยเร่งรัดการจัดตั้งองค์กรกลางในลักษณะองค์การมหาชนอย่างเป็นทางการ เพิ่มการวิจัยและพัฒนา รวมถึงร่วมมือกับนานาชาติในการจัดการความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพิ่มการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับเอกชนป้องกันการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ทุกฝ่ายควรร่วมกันเร่งรัดและฟื้นฟูความสูญเสียของทรัพยากรธรรมชาติ แก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมถึงอาจใช้มาตรการทางภาษีกับภาคธุรกิจที่ทำลายสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมสร้างธุรกิจพลังงานสะอาด และ กำหนดกฎระเบียบที่เข้มงวด สร้างมาตรฐานการประกอบธุรกิจการผลิตโดยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจควรมองภาพรวมในระดับชาติและให้ความสำคัญกับการมองแนวโน้มที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของสังคมโลกในอนาคต รวมถึงควรทำให้ประเทศไทยสามารถพึ่งตนเองในปัจจัยอยู่รอดได้ตลอดเวลา เพื่อเป็นหลักประกันที่มั่นใจได้ว่าประชาชนในประเทศจะไม่ต้องพบกับความยากลำบากอย่างมากในภาวะที่มีวิกฤตการณ์ขั้นรุนแรงเกิดขึ้น
ปัญหาภาวะโลกร้อนจึงมีความสำคัญ หากผู้นำประเทศไร้วิสัยทัศน์ในการแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น จะทำให้ประชาชนต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบาก นอกจากเป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจแล้ว ยังทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดต่อมนุษยชาตินั่นคือความอยู่รอดของโลกที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน
อ้างอิง http://www.greentheearth.info/
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
ปรากฏการณ์ทั้งหลายเกิดจากภาวะโลกร้อนขึ้นที่มีมูลเหตุมาจากการปล่อยก๊าซพิษต่าง ๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้แสงอาทิตย์ส่องทะลุผ่านชั้นบรรยากาศมาสู่พื้นโลกได้มากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นที่รู้จักกันโดยเรียกว่า สภาวะเรือนกระจก
พลังงานจากดวงอาทิตย์เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีทั้งรังสีคลื่นสั้นและคลื่นยาว บรรยากาศของโลกทำหน้าที่ปกป้องรังสีคลื่นสั้นไม่ให้ลงมาทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกได้ โมเลกุลของก๊าซไนโตรเจนและออกซิเจนในบรรยากาศชั้นบนสุดจะดูดกลืนรังสีแกมมาและรังสีเอ็กซ์จนทำให้อะตอมของก๊าซในบรรยากาศชั้นบนมีอุณหภูมิสูง และแตกตัวเป็นประจุ (บางครั้งเราเรียกชั้นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยประจุนี้ว่า "ไอโอโนสเฟียร์" มีประโยชน์ในการสะท้อนคลื่นวิทยุสำหรับการสื่อสาร) รังสีอุลตราไวโอเล็ตสามารถส่องผ่านบรรยากาศชั้นบนลงมา แต่ถูกดูดกลืนโดยก๊าซโอโซนในชั้นสตราโตสเฟียร์ที่ระยะสูงประมาณ 19 - 48 กิโลเมตร แสงแดดหรือแสงที่ตามองเห็นสามารถส่องลงมาถึงพื้นโลก รังสีอินฟราเรดถูกดูดกลืนโดยก๊าซเรือนกระจก เช่น ไอน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นโทรโปสเฟียร์ ส่วนคลื่นไมโครเวฟและคลื่นวิทยุในบางความถี่สามารถส่องทะลุชั้นบรรยากาศได้
อ้างอิง http://www.greentheearth.info/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)